วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เงินไม่ใช่ ความสุข

ความสุข



คนที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่ร่ำรวย 
คนที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ
 
แต่คนที่มีความสุขที่สุดในโลกคือ
 คนที่มีความสบายใจเท่านั้นเอง 
และความหมายของความสบายใจ
 คือ 

1. 
เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าเรามีดี น่าคบหา และเราทำได้ 
2. รู้จักตัวเอง ยอมรับในข้อบกพร่องของตัวเอง
 และพร้อมจะปรับปรุงเสมอ 
3. ไม่ดื้อดึง ถ้าวันวานเคยทำผิดพลาด
 ก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น 
4. เห็นค่าของตัวเอง
 ไม่คิดว่าตัวเองไร้ค่า จึงมีความสุขในใจเสมอ 
5. เผชิญความทุกข์ เมื่อรู้ตัวว่าทุกข์
 ก็รีบหาทางหลุดพ้น ไม่จมอยู่กับมัน 
6. กล้าหาญเสมอ
 กล้าเปลี่ยนแปลงและรับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ 
7. 
มีความฝัน เมื่อชีวิตมีจุดหมาย เราก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวัง 
8. มีน้ำใจเอื้ออาทร เมื่อเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ก็พบความสุขในใจเสมอ 
9. นับถือตัวเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตัวเอง
10. 
เติมสีสัน สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง

ความสุขนั้นคือพอใจกับวิถีชีวิตของตัวเอง
และวางฝันของตัวเองตามกำลังที่ตนทำได้
การได้รับวัตถุและความสำเร็จในหน้าที่การงาน
ทำให้เราพึงพอใจและยกระดับฐานะเท่านั้น
แต่เป็นการสร้างความสุขเพียงภายนอก
และอาจมิได้อยู่กับเราอย่างมั่นคงถาวรตลอดไป 
เพราะคนเรานั้นย่อมมีความต้องการเพิ่มขึ้นเสมอไม่มีวันหยุดนิ่ง
 
ความสุขที่แท้จริงเกิดจากภายในจิตใจของคนเรา

ถ้าจิตใจของเราไม่ว่าง เต็มไปด้วยอารมณ์อันตรายต่าง ๆ
ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
เพราะความสุขนั้นมักเกิดขึ้นท่ามกลางความสงบเสมอ 
ชีวิตของคนเรานั้นไม่ยืนยาวนัก
 เราสามารถหาความสุขให้ตัวเองได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้
ไม่ต้องมุ่งหวังยามแก่เฒ่า แล้วค่อยอยู่อย่างสงบสุขอย่างที่หลายคนเชื่อกัน 
เชื่อเถอะ เราสามารถมีความสุขที่สุดในโลกได้ในตอนนี้ ถ้าเราเริ่มจากตัวเราเอง


วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นิทานเซ็นสอน ความสุข เรื่อง ตกปลา


ตกปลา

มีเศรษฐีคนหนึ่ง เห็นยาจกคนหนึ่งตกปลาอยู่ริมทะเล จึงเดินเข้าไปแล้วพูดว่า

เศรษฐี : เจ้าทำไมไม่คิดหาวิธีที่จะตกปลาให้ได้มากกว่านี้ เช่นว่าซื้อเรือมาสักลำ

ยาจก : ข้าจะต้องทำอย่างนั้นทำไม

เศรษฐี : ถ้าหากเจ้าซื้อเรือ เจ้าก็จะออกไปตกปลาได้ไกลกว่านี้ ที่นั่นย่อมมีปลามากกว่านี้

ยาจก : หลังจากนั้นล่ะ

เศรษฐี : หลังจากนั้นเจ้าก็นำเงินที่ได้จากการตกปลา ไปซื้อ เรือที่ใหญ่กว่านี้ ไปตกในที่ลึกกว่านี้ ย่อมจะได้ปลามากกว่านี้แล้วจะนำปลามาขายได้เงินมาก ๆ เมื่อเจ้ามีเงินมากก็จะมีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ มีบ้านหลังใหญ่ มีผู้หญิงสวย ๆ มีคนนับถือ

ยาจก : หลังจากนั้นล่ะ

เศรษฐี : หลังจากนั้นเจ้าก็จะมีความสุขและไม่ต้องมาลำบากตกปลาอีก

ยาจก : ตอนนี้ข้าตกปลาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขอยู่แล้ว



นิทานเซ็น สอนเรื่อง ความสุข




เสื้อแห่งความสุข

เมื่อพระราชาป่วยหนักโดยไม่รู้สาเหตุ ราชสำนักจึงวุ่นวาย ไม่มีใครรู้ว่าทำไมพระราชาที่แข็งแรงมาตลอดจู่ ๆ ก็ต้องมาล้มเจ็บลงอย่างกะทันหัน พระราชามีอาการไข้สูง หน้าแดง และลุกเดินหรือแม้เพียงลุกจากเตียงก็ไม่ได้ แต่ทรงเสวยอาหารและทรงดื่มได้เป็นปกติ หมอหลวงทั้งสิบคนไม่มีใครรู้จักโรคจึงไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ พระราชาก็เลยส่งไปลานประหารทั้งสิบคนให้ไปเรียนวิชากันใหม่ในปรภพ ในที่สุดก็ต้องประกาศหาแพทย์จากภายนอกพระราชวัง แต่ก็ไม่มีใครยอมมา พวกหมอทั้งหลายต่างพากันเลิกอาชีพแพทย์เพราะกลัววินิจฉัยโรคพระราชาไม่ได้
จะพลอยถูกสั่งให้ตายฟรี ๆ ดังนั้นจึงหันไปหาอาชีพอื่นหรือไม่ก็หลบหนีหาที่ซุกซ่อนตัวในที่ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม มีหมอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสองคน ที่หนีอย่างไรคงไม่พ้นเพราะชื่อเสียงที่ค้ำคอจนหนีตัวเองไม่ได้ หมอที่มีชื่อเสียงว่าเก่งคนหนึ่งนั้นยากจนเหมือนกับหนูแก่ ๆ ในบ้านคนจน เขาอยู่กับห้องหนังสือและการค้นคว้า หากว่ารักษาไม่หายก็ไม่เรียกร้อง
หากว่ารักษาไม่หายคนไข้ตายไปญาติก็ยังแซ่ซ้องว่าพยายาม หมอที่ดีคนนี้ดูพระราชา แต่ไม่ว่าจะตรวจอย่างไรก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
"พระองค์ทรงแข็งแรงยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก"
หมอบอกกับพระราชา
และทันทีนั้นพระราชาก็บอกกับทหารรักษาพระองค์
"เอาหมอไปประหารเดี๋ยวนี้ !! "
ส่วนหมอที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่เข้าเฝ้าพระราชา เขามาด้วยอาการหน้าซีดเหมือนกับไก่ต้มฟัก หมอคนนี้ไม่เคยอ่านหนังสือหรือค้นคว้าอะไรทั้งสิ้น แต่เขาเลือกที่จะรักษาคน คนที่ป่วยหนักไม่รักษา คนไม่มีเงินไม่รักษา และคนแก่ก็ไม่รักษา
หมอสั่งให้พระราชาอ้าปาก แล้วทันทีก็ดีดนิ้วมือเป๊าะ ๆ
"โอ..." เขาพูด
"พระราชาป่วยจริง ๆ ด้วย แต่รักษาง่ายมาก"
เขาประกาศพร้อมกับบอกวิธีรักษาเสียงดัง
"ขอให้ไปหาเสื้อของผู้ที่มีความสุขตลอดเวลามาให้พระราชาใส่นอนเป็นเวลาหนึ่งคืน พระราชาก็จะหายเป็นปกติ" หมอยืนยัน
พระราชาสั่งทันควัน ทหารจำนวนมากถูกสั่งให้ไปหาเสื้อตัวนั้น มาให้ได้ก่อนค่ำของวันนั้น ทุกคนแยกย้ายกันไปทุกทิศทุกทาง เพื่อหาเสื้อแห่งความสุขมาให้พระราชาสวมใส่ให้ได้ ทหารบางคนไปถามเศรษฐีที่ร่ำรวยเหลือล้น มีบ้านช่องใหญ่โตมีข้าทาสบริวารเป็นร้อย แต่ก็ไม่มีเศรษฐีมหาเศรษฐีแม้แต่คนเดียวที่บอกว่าตนเองมีความสุข
"อย่าว่าแต่ตลอดเวลาเลย แม้แต่ความสุขเพียงอึดใจเดียว ข้าก็ไม่เคยจะมีกับเขา"
พวกเศรษฐีทุกคนต่างกล่าวเหมือนกันเช่นนั้น
ทหารบางคนไปหาหัวหน้าข้าราชการและผู้ทรงเกียรติระดับสูง เผื่อว่าเกียรติยศและตำแหน่งอาจให้ความสุขตลอดเวลาได้บ้าง ก็พบแต่คนที่ส่ายหน้า
"มีความสุขกับผีอะไรกัน วัน ๆ เอาหัวให้ติดอยู่กับบ่าได้ก็บุญโขแล้ว"
พวกเขาไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่พระราชาจะสั่งประหาร
"พ่อข้าเคยสั่งเอาไว้ว่า บรรดางานอาชีพทั้งหมด ที่ควรจะหลีกหนีให้พ้น มีเพียงประการเดียวนั่นก็คือ งานหรืออาชีพใดที่ทำให้ต้องเข้าไปอยู่ใกล้กับพระราชา"
"แต่พวกข้าไม่เชื่อ และตอนนี้รู้ทั้งรู้ก็ถอนตัวไม่ได้ ถอนก็ตายไม่ถอนก็ตาย แล้วจะให้มีความสุขอย่างไร"
ตกลงเศรษฐี ข้าราชการก็ไม่ใช่ผู้มีความสุขตลอดกาล
ทหารอีกกลุ่มหนึ่งจึงไปหาพวกพระที่หนีไปอยู่ป่าแสวงหาวิเวก ผู้ปฏิบัติสมาธิโดยคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็นผู้ที่มีความสุขตลอดเวลาที่สุด
แต่ไม่ว่าพระหรือนักบวชสัญญาสีที่ไหนคนใดล้วนตอบเหมือน ๆ กัน
"หากว่าข้ามีความสุข ข้าจะมานั่งทรมานกายทรมานใจอด ๆ อยาก ๆ กันไปทำไมกัน เพราะข้ามีแต่ความทุกข์ข้าถึงพยายามหนีตัวเองให้พ้นอยู่นี่ไงล่ะ ? "
ตกลงนักบวชหรือพระก็ไม่ใช่ผู้มีความสุขตลอดกาลอีกเหมือนกัน
ทหารพากันไปหาที่ไหน ๆ ก็ไม่พบคนมีความสุข นางคณิกาไม่มีความสุข ครูและอาจารย์ก็ไม่มีความสุข กวีและนักดนตรีเมื่อไม่เขียนหรือท่องกวีหรือเล่นดนตรีก็ไม่มีความสุข ใครเล่าที่ท่องกวีเล่นดนตรีจนไม่ทำมาหากิน คนเราลงต้องอยู่กับชุมชนต้องทำมาหากินกัน และเมื่อไรที่คนต้องทำมาหากิน คน ๆ นั้นก็ไม่มีทางพบกับความสุขกันทั้งนั้น
เวลาใกล้ค่ำเข้ามาเต็มทีแต่เหล่าทหารก็ยังไม่พบว่าจะมีใครสักคน ที่อาจบอกได้ว่าเป็นผู้มีความสุขตลอดเวลา ในที่สุดพวกทหารต่างก็หมดปัญญาและพากันเดินทางกลับเข้าเมือง ทันใดนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงเพลงแห่งความสุขดังขึ้นมา ราวกับว่าผู้ร้องมีความสุขเต็มประดา เสียงเพลงดังก้องไปทั่วทุกท้องถนน
"ข้านี่สิคือความสุข ข้ามีแต่ความสุขและไร้ซึ่งความทุกข์ ไม่ว่าทุกข์ใดแม้นาทีเดียวก็ไม่สามารถพานพบข้าได้... ข้ามีความสุขอย่างที่สุดจริง ๆ ด้วย ฮา ฮา ฮา..."
ทหารหาญต่างวิ่งกรูเข้าไปหาต้นเสียงที่ร้องกังวานนั่น
"ท่านเป็นใคร ? ท่านแน่ใจหรือว่าท่านมีความสุขตลอดเวลาอย่างแท้จริง"
หลายคนตะโกนถาม
"แน่นอนที่สุด เพราะตัวข้าคือตัวความสุข ข้าคือความสุข...ฮา ฮา ฮา..."
ที่หัวเลี้ยวของถนนสายหลักในเมือง ชายขอทานร่างพิการนั่งร้องเพลงพร้อมกับหัวเราะร่วนอยู่ไปมา ทหารทุกคนเข้ามาห้อมล้อมขอทานผู้นั้น
แต่ทว่า อนิจจา... นอกจากกะลาครึ่งใบกับเศษสตางค์สองสามสตางค์ที่ก้นกะลาแล้ว ขอทานก็ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ อีก นอกจากผ้าเตี่ยวคร่ำคร่า ที่ไม่หลงเหลือสีสันให้เห็นอีกแล้ว ขอทานผู้มีความสุขตลอดกาลผู้นั้นก็ยังไม่มีเสื้อสวมใส่แม้แต่นิดเดียว
(แปลจากเรื่องเสื้อแห่งความสุขโดยจอห์น เฮย์ John Hay 1838 - 1905)



วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความสุข ที่ถูกมองข้าม ... หลวงพ่อไพศาล วิสาโล




       คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล ่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป 

       ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว ่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ? 


       คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด 


       แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่ 


       แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน 


       ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าส ิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื ้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน 


       พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่ม ีอยู่เดิม 


       บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา 


       จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแ ต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา 


       ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ? 

       เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี 


       ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน 


       นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา 


       การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ 


       บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น 


       แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้ เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง 




พระไพศาล วิสาโล

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

ความสุข ธรรมจากลามะ Gunden

ลามะ Gunden

ความสุข     

       ... "ความสุข" ไม่อาจจะค้นพบได้ด้วยการดิ้นรนแสวงหาหรือด้วยพลังแห่งความตั้งใจที่รุนแรง แต่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วที่นี่และเดี๋ยวนี้ในความผ่อนคลายและปล่อยวาง จงอย่าได้ทำตัวเองให้ตึงเครียดเลย มันไม่มีอะไรต้องทำหรอก ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นที่จิตมันล้วนไม่ได้มีความสำคัญเพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งที่จริงแท้ จงอย่าได้ไปยึดติดในมัน จงอย่าได้ไปให้คุณค่าความหมายกับมัน จงปล่อยให้มันดำเนินไปของมันเองเช่นนั้น ปล่อยให้มันเกิดขึ้นและดับไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งใด และทั้งหมดก็จะจางหายไปแล้วก็เริ่มขึ้นมาใหม่อีกโดยไม่รู้จักจบสิ้น
       การแสวงหาความสุข กลับเป็นการปิดบังไม่ให้เราได้พบพานความสุข มันเป็นดั่งเช่นสายรุ้งที่เราพยายามวิ่งตามแต่ก็ไม่สามารถจับฉวยมันได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้มีอยู่จริงแต่มันก็ปรากฏอยู่ตรงนั้นและอยู่กับเราในทุกขณะ
       จงอย่าหลงเชื่อในประสพการณ์ที่ดีหรือเลวว่าเป็นความจริง มันล้วนเป็นดั่งเช่นสายรุ้ง ด้วยความอยากที่จะจับฉวยเอาสิ่งที่จับฉวยไม่ได้ เราย่อมทำตนเองให้เหนื่อยเปล่า ทันทีที่เราผ่อนคลายจากการพยายามจับฉวยนี้ มันจะมีช่องว่าเปิดขึ้นต้อนรับด้วยความสุขสบาย ดังนั้นจงใช้มันเถิด ทุกสิ่งล้วนเป็นของเราอยู่แล้ว จงอย่าได้ดิ้นรนแสวงหาเลย...

..แปลโดย ท่าน ชยธัมโม ภิกขุ..


ความสุข ธรรมะจากหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความสุข

       ...คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมายหรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุงจึงมีความสุข  ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบมีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก  เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริงทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วยและให้ผลเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด  นักปราชญ์ท่านจึงกลัวกันหนักหนาแต่คนโง่อย่างพวกเราผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัวไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย...

...................................................................

       ...ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ  ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียวความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ  ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียวจะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลกเศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น  ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด  ความทุกข์ทรมาน ความอดทน ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ  ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทางใจจะกลายเป็นของประเสริฐ  ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที...


ความสุข ธรรมะจากหลวงพ่อชา สุภัทโท

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

ความสุข

          ... มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์ ต้องการแต่ความสุข....ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียด เช่นเดียวกันกับทุกข์ ทุกข์ก็คือทุกข์อย่างหยาบ พูดอย่างง่าย ๆ สุขและทุกข์ก็เปรียบเสมือนงูตัวเดียวกัน ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษมันก็กัดเอา ไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน เพราะทั้งหัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน เช่นเดียวกับความสุขและความทุกข์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน...




วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

วันที่ 500 ของการค้นหา"ความสุข"



จุดเริ่มต้นของความทุกข์ทางกาย คือการเกิด
จุดจบของความทุกข์ทางกาย คือการตาย

..........

จุดเริ่มต้นของความทุกข์ทางใจ คือความคิด(ปรุงแต่ง)
จุดจบของความทุกข์ทางใจ คือการมีสติและการนอนหลับ

.........

ความทุกข์ทางกาย มีคล้าย ๆ กันทุกคน ทั้งความหิว ความเจ็บป่วย ความร้อนเกินไป ความเย็นเกินไป ฯลฯ
แต่ความทุกข์ทางใจ สุดแท้แต่ใครจะขยันสร้างมันขึ้นมาเอง เช่น ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความโลภ และความรัก

.........

ความรัก คือการหลงไหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนมีความต้องการที่จะครอบครอง
ความเมตตา คือความปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุขโดยไม่ต้องการครอบครอง
ดังนั้นความเมตตาจึงต่างจากความรัก

.........

ทุกสรรพชีวิตในโลก ทุกปรากฏการณ์ ทุกรูปธรรม นามธรรม สิ่งที่สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ ล้วนไม่ได้ปรากฏขึ้นด้วยตัวของมันเอง มันไม่ได้มีสิ่งใดที่มีขึ้นโดยปราศจากเหตุและปัจจัย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุ นั่นหมายถึง ทุก ๆ สิ่งในโลกนี้ล้วนไม่ได้มีตัวตนอย่างแท้จริง

..........

1+2=3
สำหรับเด็ก มันเป็นการบวกเลขที่ง่ายมาก
สำหรับผู้ใหญ่ เห็นว่าทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกรรม สมควรแก่เหตุและปัจจัย
สำหรับผู้ที่ปราถนาจะพ้นทุกข์ เห็นว่า 3 ไม่ได้เกิดขึ้นเลย เพราะแท้จริงแล้วมันคือ 1 กับ 2 นั่นคือความเป็นหนึ่งเดียวของ 1,2และ3
สรรพสิ่งในโลกนี้ทั้งรูปธรรมนามธรรม มีปรากฏขึ้นได้คล้ายกับเลข 3 มันปรากฏให้สัมผัสได้ แต่มันไม่ได้มีอยู่อย่างจริงแท้

..........

นึกถึงคำถามที่เด็ก ๆ ถามกัน
"ถ้าฉันมีทราย 1 กอง แล้วเธอก็มีทรายอยู่ 2 กอง ถ้าเราทั้งสองเอาทรายมารวมกันแล้วจะได้กี่กอง"

..........

เมื่อเช้าคุณทานข้าวกับอะไร เมื่อวานคุณทานอะไรไปบ้าง ตอนนี้คุณหายใจอยู่หรือเปล่า ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วตามหลักวิชาการหรือไม่

..........

ในเมื่อเราต่างก็เห็น ๆ อยู่ว่าเหตุของการเกิดของกายนี้คือพ่อและแม่ ส่วนอาหาร น้ำ และอากาศคือปัจจัยให้ร่างกายเติบใหญ่ แล้วเราต่างคิดว่าร่างกายนี้เป็นของเราตอนใหนกันนะ???...ทั้งๆที่มันเป็นของโลก

..........

คุณเคยเปลี่ยนชื่อมั้ย...แล้วตกลงคุณชื่ออะไรกันแน่???...



วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

ความสุข คืออะไร



ความสุข คืออะไร???....

ความสุข หรือ สุข ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยามว่าคือ "... ความสบายกายสบายใจ..." คือความรู้สึกหรืออารมณ์ประเภทหนึ่ง มีหลายระดับตั้งแต่ความสบายใจเล็กน้อยหรือความพอใจจนถึงความเพลิดเพลินหรือเต็มไปด้วยความสนุก 

ความทุกข์ คืออะไร???...

ความทุกข์ หมายถึง ความยากลำบากทั้งทางกายและหรือทางใจในการเป็นอยู่ในสภาพเหตุการณ์ในขณะนั้น ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่งต่อสภาวะนั้น ๆ ซึ่งยากที่จะเลี่ยงได้

ความทุกข์เกิดจากอะไร คลิกอ่านที่นี่ครับ


ความสุข และ ความทุกข์ คือสิ่งที่ตรงข้ามกัน
ทุก ๆ คนล้วนเกลียดทุกข์ ต้องการความสุข ยอมทำทุกอย่างที่คิดว่าทำแล้วจะพบความสุข จะมีทุกอย่างเหมือนที่ชาวบ้านเค้ามี คิดว่าความสุขสามารถซื้อได้ด้วยเงิน คิดว่าความสุขคือการมีหน้ามีตาในสังคม โดยเฉพาะผู้ที่หวังความสุขจากความรัก แต่สุดท้ายแล้วก็ยังทุกข์อยู่ดี ทำไมหนอ???...
เพราะ...สิ่งที่เราคิด เราทำ มันล้วนเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งสิ้น แสดงว่า
- การมีข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะ  ก็ยังไม่พ้นความทุกข์
- การมีเงินมากมาย ก็ยังมีความทุกข์อยู่
- เป็นนายกฯ มีผู้คนนับถือมากมาย ก็ยังทุกข์อยู่ดี
ฯลฯ

ความสงสัยเกิดขึ้นมากมาย...
แล้วชีวิตที่ปราศจากทุกข์มีหรือไม่???...
แล้วเราจะพ้นจากความทุกข์ที่มีอยู่ตอนนี้ได้อย่างไร???...
ความเพลิดเพลินและความสนุก ใช่ความสุขหรือเปล่านะ???...
ต้องการมีความสุขตลอดเวลา ต้องทำอย่างไร???...
ฯลฯ

ความรู้ทั้งหลาย ล้วนเริ่มต้นจากความสงสัย...และฉันกำลังค้นหาคำตอบ...